ประเภทความพิการทางการศึกษา

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552  ได้กำหนดประเภทความพิการทางการศึกษาไว้ 9 ประเภท ได้แก่
(1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น
(2) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
3) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
(4) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ
(5) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
(6) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
(7) บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม หรืออารมณ์
(8) บุคคลออทิสติก
(9) บุคคลพิการซ้อน

บุคคลที่มีความบกพร่องเพื่อจัดประเภทของคนพิการ ให้มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น ได้แก่ บุคคลที่สูญเสียการเห็นตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงตาบอดสนิท ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้
(1.1) คนตาบอด หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นมาก จนต้องใช้สื่อสัมผัสและสื่อเสียง หากตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้ว อยู่ในระดับ 6 ส่วน 60 ( 6 / 60 ) หรือ 20 ส่วน 200  ( 20 / 200 ) จนถึงไม่สามารถรับรู้เรื่องแสง
(ตัวเลข 6 / 60 มีหน่วยเป็นเมตร  และ 20 / 200 มีหน่วยเป็นฟุต       หมายความว่า  สายตาข้างดีมีความชัดเจนอยู่ในระดับ 6 เมตร หรือ 20 ฟุต จากคนปกติ 60 เมตร หรือ 200 ฟุต)
(1.2)  คนเห็นเลือนราง หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็น แต่ยังสามารถอ่านอักษรตัวพิมพ์ขยายใหญ่ด้วยอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ หรือเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก หากวัดความชัดเจนของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับ 6 ส่วน 18 ( 6 / 18 ) หรือ 20 ส่วน  70 ( 20 / 70 )
(ตัวเลข 6 / 18 มีหน่วยเป็นเมตร  และ 20 / 70 มีหน่วยเป็นฟุต        หมายความว่า  สายตาข้างดีมีความชัดเจนอยู่ในระดับ 6 เมตร หรือ 20 ฟุต จากคนปกติ 18 เมตร หรือ 70 ฟุต)
(2) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ได้แก่ บุคคลที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับ   หูตึงน้อยจนถึงหูหนวก ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
( 2.1 ) คนหูหนวก หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถเข้าใจการพูดผ่านทางการได้ยินไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เครื่องช่วยฟัง  ซึ่งโดยทั่วไปหากตรวจการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยิน 90 เดซิเบลขึ้นไป
( 2.2 ) คนหูตึง หมายถึง บุคคลที่มีการได้ยินเหลืออยู่เพียงพอที่จะได้ยินการพูด    ผ่านทางการได้ยิน โดยทั่วไปจะใส่เครื่องช่วยฟัง  ซึ่งหากตรวจวัดการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยินน้อยกว่า 90 เดซิเบลลงมาถึง 26 เดซิเบล
(โดยปกติคนที่หูหนวก จะเป็นใบ้ด้วย  แต่คนที่เป็นใบ้ อาจจะไม่หูหนวก         การพูดเป็นการเลียนแบบประเภทหนึ่ง เมื่อหูหนวกแล้วก็ไม่ได้ยินเสียงทำให้ไม่สามารถที่จะเลียนแบบเสียงพูดออกมาได้ จึงทำให้เป็นใบ้ไปด้วย
ขณะที่คนหูตึง ยังได้ยินเสียงแต่ก็ได้ยินเสียงได้ไม่ชัดเจน ความชัดเจนใจการพูดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่ระดับการได้ยินที่หลงเหลืออยู่ และอาจจะช่วยเหลือได้โดยการใช้เครื่องช่วยฟัง)
(4) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ได้แก่ บุคคลที่มีความจำกัดอย่างชัดเจนในการปฏิบัติตน (Functioning) ในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ คือ ความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญร่วมกับความจำกัดของทักษะการปรับตัวอีกอย่างน้อย 2 ทักษะจาก 10 ทักษะ ได้แก่     การสื่อความหมาย การดูแลตนเอง การดำรงชีวิตภายในบ้านทักษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การรู้จักใช้ทรัพยากรในชุมชน การรู้จักดูแลควบคุมตนเอง การนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน การทำงาน การใช้เวลาว่าง การรักษาสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย ทั้งนี้ได้แสดงอาการดังกล่าวก่อนอายุ 18 ปี
(5) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ ซึ่งแบ่งเป็น    2  ประเภท ดังนี้
(4.1 ) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว ได้แก่ บุคคลที่มีอวัยวะไม่สมส่วนหรือขาดหายไป กระดูกหรือกล้ามเนื้อผิดปกติ มีอุปสรรคในการเคลื่อนไหว ความบกพร่องดังกล่าวอาจเกิดจากโรคทางระบบประสาท โรคของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก การไม่สมประกอบมาแต่กำเนิด อุบัติเหตุและโรคติดต่อ
(4.2) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ ได้แก่ บุคคลที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีโรคประจำตัวซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ซึ่งมีผลทำให้เกิดความจำเป็นต้องได้รับการศึกษาพิเศษ
(5) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ได้แก่ บุคคลที่มีความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนที่แสดงถึงความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะความสามารถด้านใด  ด้านหนึ่งหรือหลายด้าน คือ การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ ซึ่งไม่สามารถเรียนรู้ในด้านที่บกพร่องได้  ทั้งที่มีระดับสติปัญญาปกติ
(6) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา ได้แก่ บุคคลที่มีความบกพร่องในการเปล่งเสียงพูด  เช่น  เสียงผิดปกติ  อัตราความเร็ว และจังหวะการพูดผิดปกติ  หรือบุคคลที่มีความบกพร่องในเรื่องความเข้าใจหรือการใช้ภาษาพูด  การเขียน  หรือระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร  ซึ่งอาจเีกี่ยวกับรูปแบบ  เนื้อหาและหน้าที่ของภาษา
(7) บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม  หรืออารมณ์  ได้แก่ บุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็นอย่างมาก  และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเป็นผลจากความบกพร่องหรือความผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์หรือความคิด  เช่น โรคจิตเภท  โรคซึมเศร้า  โรคสมองเสื่อม  เป็นต้น
(8) บุคคลออทิสติก  ได้แก้ บุคคลที่มีความผิดปกติของระบบการทำงานของสมองบางส่วน ซึ่งส่งผลต่อความบกพร่องทางพัฒนาการด้านภาษา  ด้านสังคม และการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  และมีข้อจำกัดด้านพฤติกรรม  หรือมีความสนใจจำกัดเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  โดยความผิดปกตินั้นคนพบได้ก่อนอายุ 30 เดือน
(ภาวะออทิสติกในแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกันไป สิบคนก็สิบอย่าง มากน้อยต่างกัน แต่ก็มีภาวะบางอย่างที่แสดงออกร่วมกัน  พูดกันโดยทั่วไปว่า  ” ไม่สบตา  ไม่พาที  ไม่ชี้นิ้ว ”
ไม่สบตา  ก็คือ ไม่สบตากับคนอื่น ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น
ไม่พาที   ก็คือ  ไม่พูด ไม่จา โดยที่ไม่ได้สูญเสียการได้ยิน  อาจจะฟังคำสั่งเข้าใจ แต่ก็ไม่พูด
ไม่ชี้นิ้ว   ก็คือ  ไม่สามารถแสดงความต้องการของตนเอง โดยการชี้นิ้วบอกได้ อาการที่แสดงให้เห็นชัดเจนคือ มักจะจับมือคนอื่นไปหยิบสิ่งของที่ตนเองอยากได้)
(9)  บุคคลพิการซ้อน  ได้แก่  บุคคลที่มีสภาพความบกพร่องหรือความพิการมากกว่าหนึ่งประเภทในบุคคลเดียวกัน

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ประเภทและลักษณะ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s